เมื่อไรจะเก็บภาษีธุรกิจต่างประเทศได้?

มิตรสหายท่านหนึ่งเอ่ยปากถาม

ก่อนจะพูดถึง “ภาษี e-Service” ผมเชื่อว่าหนึ่งในปัญหาคาใจของคนไทยที่เป็นผู้เสียภาษีให้ประเทศนี้ คงไม่พ้นเรื่องของการเก็บภาษีธุรกิจต่างประเทศที่มาประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ทำไมถึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีให้ประเทศนี้ใช่ไหมครับ ?

โดยส่วนใหญ่แล้ว การเสียภาษีในประเทศไทยของธุรกิจที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศนั้น มักจะเกี่ยวข้องกับภาษี 2 ชนิด นั่นคือ ภาษีเงินได้ กับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นภาษีที่อยู่ในความดูแลและรับผิดชอบของกรมสรรพากร แต่ปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถจัดเก็บได้ คือ กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีส่วนนี้ไว้นั่นเองครับ

สำหรับหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้นั้น ประเทศไทยจะเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ก็ต่อเมื่อ ธุรกิจดังกล่าวมีการประกอบกิจการที่ต้องจดทะเบียนในประเทศไทย หรือ “มีสำนักงาน/สาขา” หรือ “ตัวแทน” หรือ ได้รับรายได้บางประเภทที่กฎหมายมีำอำนาจในการจัดเก็บ

แต่อย่างไรก็ดี ต่อให้มีกฎหมายจัดเก็บได้ขึ้นมาจริง ๆ ก็อาจไปเจอกับ “อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศ” ที่กำหนดให้ลดหรืองดการจัดเก็บภาษีเงินได้ในส่วนนี้ลงอีก เพราะบริษัทเหล่านี้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในประเทศตัวเองเช่นเดียวกัน

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ลองมาดูตัวอย่างกันครับ

ยกตัวอย่างเช่น Facebook ที่มีรายได้จากค่าโฆษณาที่บรรดาธุรกิจทั้งหลายจ่ายให้รัว ๆ ในทุกวันนี้ แต่ประเทศไทยก็ยังไม่สามารถเก็บภาษีได้ เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

  • Facebook ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทย ดังนั้นประเด็นแรกจะให้มาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (จากฐานกำไรสุทธิ) เหมือนธุรกิจที่จดทะเบียนในประเทศไทยจึงไม่สามารถทำได้
  • ถ้าจะพยายามเก็บภาษีตามหลักของ เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฏากร ที่ใช้สำหรับธุรกิจนิติบุคคลที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย แต่ได้รับเงินได้ที่จ่ายจากในประเทศไทย ก็ไม่สามารถเก็บได้อยู่ดี เพราะว่ารายได้ค่าโฆษณาที่ได้รับนั้น ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 แต่กฎหมายระบุให้เก็บได้เฉพาะเงินได้ประเภทที่ 2-6 เท่านั้น

ดังนั้นจะเห็นว่าการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับธุรกิจต่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก จากหลักการของกฎหมายในบ้านเรา แต่ความหวังก็ยังมีอยู่ เพราะยังมีภาษีอีกตัวหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นในการจัดเก็บมากกว่า นั่นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม

อย่างเช่น Facebook เองนั้น ถือว่าเป็น ผู้ให้บริการโฆษณาในประเทศไทย ดังนั้นจึงมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศไทยด้วย เพียงแต่ปัจจุบัน กฎหมายได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ “ผู้จ่ายเงินในประเทศไทย” ที่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6 (2) ด้วยแบบแสดงรายการ ภ.พ. 36 และให้สามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อของกิจการได้ (ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินนั้นเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ประเด็นในทางปฎิบัติอยู่ตรงที่ว่า คนที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Facebook ย่อมไม่สามารถบอก Facebook ว่าในยอดเงินที่จ่ายให้นั้นมีภาษีมูลค่าเพิ่มซ่อนอยู่ แล้วใชัจำนวนเงินเท่าเดิมในการจ่าย และเลือกนำส่งภาษีโดยคำนวณยอดภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากยอดค่าโฆษณาได้เลย มีแต่ยอมจ่ายค่าโฆษณาเท่าเดิม แล้วควักกระเป๋าจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสรรพากร และค่อยนำมาเป็นภาษีซื้อของตัวเองอีกทีหนึ่ง ซึ่งดูแล้วมันก็คือ เงินของกิจการเอง โดยไม่ได้มีผลกระทบต่อ Facebook แม้แต่น้อย

จากประเด็นที่ว่านี้ อาจเป็นเหตุผลที่รัฐต้องพยายามจะร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ่นมา เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ให้บริการในต่างประเทศเหล่านี้ ได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม และสอดคล้องตามหลักสากล และจึงเป็นที่มาของ ร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีตัวนี้นี่เองครับ

ภาษี e-Service คืออะไร?

ภาษี e-Service คือ วิธีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากธุรกิจต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนประกอบกิจการในประเทศไทย แต่มีการให้บริการในประเทศไทย (เรียกสั้นๆ ว่า “มีรายได้”) ผ่านการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยี จึงกลายเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายได้ในส่วนนี้ให้กับประเทศไทยนั่นเองครับ

ถ้าให้สรุปเป็นภาษาชาวบ้าน นี่คือ วิธีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากธุรกิจต่างประเทศที่มีให้บริการผ่านเทคโนโลยีมาที่ประเทศไทยนั่นเองครับ

ต่อไปนี้ "ผู้ให้บริการต่างประเทศ" ต้องเสียภาษี ? เพราะประเทศนี้มี พ.ร.บ. e-service แล้วจ้าล่าสุด ครม. เห็นชอบร่าง…

Posted by TaxBugnoms on Tuesday, June 9, 2020

บริการแบบไหนบ้างที่ต้องเสียภาษี?

โดยร่างกฎหมายกำหนดไว้ว่า การให้บริการที่ว่านี้ ต้องเข้าข่ายนิยามของคำว่า บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ และรวมถึงการให้บริการผ่าน อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม ตามร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 77/1 แห่งประมวลรัษฎากรดังนี้ครับ

(10/1) “บริการทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า บริการที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ซึ่งลักษณะของบริการเป็นไปโดยอัตโนมัติ ในสาระสำคัญ โดยบริการดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้หากปราศจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
(10/2) “อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม” หมายความว่า ตลาด ช่องทาง หรือกระบวนการ อื่นใดที่ผู้ให้บริการหลายรายใช้ในการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้รับบริการ

โดยทางเฟสบุ๊ค กรมสรรพากร เองก็มีการอัพเดทข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ไว้ครับ และไห้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า การเก็บ VAT ผู้ให้บริการต่างชาติตรงนี้

ภาษี e-Service

ตัวอย่างการให้บริการอิเล็กทรอนิคส์

สำหรับตัวอย่างของการให้บริการอิเล็กทรอนิคส์ ที่พอจะเห็นภาพว่าน่าจะเข้าข่ายที่ต้องเสียภาษี e-Service นั้น ผมแยกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามผู้ให้บริการดังนี้ครับ

  • การให้บริการรูปแบบโฆษณา เช่น Facebook, Google, Line
  • บริการจองโรงแรมที่พัก/เดินทาง เช่น Booking.com, Agoda, Traveloka
  • บริการดูหนังฟังเพลงออนไลน์ เช่น Netflix, Spotify, Apple music, Youtube, HBOGo
  • บริการสตรีมมิ่ง เกมส์ต่างๆ เช่น XboxLive, Playstion online, Nintendo switch online
  • บริการแอพพลิเคชั่น เช่น Play Store, App Store

ดังนั้น จากการตีความกฎหมายตามร่างกฎหมายแก้ไขประมวลรัษฏากรฉบับนี้ ผมมองว่ากลุ่มผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้เป็นผู้ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่วิธีการที่ต้องเสียภาษีแบบไหนยังไง ลองมาดูและทำความเข้าใจกันต่อครับ

วิธีจัดเก็บภาษี e-Service

หลักการในการจัดเก็บภาษีตัวนี้ จะเหมือนกับภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไปนี่แหละครับ เพียงแต่ว่าจะกำหนดขอบเขตเฉพาะเรื่องไว้ดังนี้ครับ

  • เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะการให้บริการให้ผู้ใช้ซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน หรือเรียกว่าเป็นการให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรืออาจจะรู้ในชื่อของ B2C ก็ได้ครับ
  • กำหนดให้ผู้เสียภาษีกลุ่มนี้ไม่มีหน้าที่ที่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ยังต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีขาย) ให้กับกรมสรรพากร โดยไม่มีสิทธินำภาษีซื้อมาใช้หักจากภาษีขายด้วยครับ
  • ผู้เสียภาษีในส่วนนี้ ต้องมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เวปไซด์กรมสรรพากร

การเก็บภาษีกระทบบุคคลทั่วไปอย่างไร

ถ้าพูดถึงภาระในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะอยู่ที่ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยการนำส่งยอดภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากร เพราะเป็นหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายครับ

แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การผลักภาระภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้บริโภคโดยการบวกราคาเพิ่มนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ อันนี้ต้องติดตามกันต่อไปครับว่า หลังจากนี้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ นั้นจะได้รับผลกระทบตรงนี้หรือไม่ เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นผู้ให้บริการสามารถเลือกที่จะผลักภาระให้กับผู้ใช้บริการได้จากการบวกเพิ่มภาษีเข้าไปในราคานั่นเองครับ

ผมลองไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ พบว่าเดิมกรมสรรพากรเคยร่างกฎหมายนี้ในชื่อของ ภาษี e-business ตั้งแต่ปี 2561 และมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มประมวลรัษฎากรฉบับนี้มาเป็นระยะ ๆ ซึ่งหลักการคล้ายคลึงกัน จึงยกรูปประกอบจากโพสต์ในอดีตนี้มาอธิบายเพิ่มเติมครับ

แต่อย่างไรก็ดีจากการตีความร่างกฎหมายฉบับนี้ ยังไม่ได้พูดถึงผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยกับการใช้สิทธิภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีซื้อ ซึ่งผมมองว่า สำหรับกลุ่มนี้อาจจะกำหนดให้ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศมีการออกใบกำกับภาษีเพิ่มเติมให้ใช้สิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ประเด็นนี้คงต้องติดตามกันต่อไป ถ้าพบว่ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาอัพเดทให้ฟังใน “บล็ฮกภาษีข้างถนน” และบทความนี้ครับผม

สรุป

โดยสรุปแล้ว ผลกระทบของการจัดเก็บภาษี e-service นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ

1. ธุรกิจต่างประเทศที่ให้ บริการอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม กับผู้บริโภคที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะมีหน้าที่เพิ่มเติมที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการแก่กรมสรรพากร โดยไม่ต้องออกใบกำกับภาษี และไม่สามารถใช้ภาษีซื้อได้

2. ผู้บริโภคหรือลูกค้าสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ได้มีหน้าที่ใดๆ เพิ่มขึ้นมา แต่อาจมีผลกระทบที่เป็นไปได้ว่าจะถูกบวกเพิ่มราคาบริการส่วนนี้อีก 7% ซึ่งตรงนี้ต้องติดตามดูกันต่อไป

3. ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีการรับบริการในส่วนนี้จากผู้ให้บริการต่างประเทศ (คาดว่า) ยังมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากรตามแบบแสดงรายการ ภ.พ. 36 ตามปกติ และสามารถนำยอดนี้มาเป็นภาษีซื้อในการหักออกจากยอดภาษีขายได้เหมือนเดิมครับ

สุดท้ายนี้ ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยจะได้ภาษีเพิ่มแน่นอนจากกฎหมายฉบับนี้ โดยคาดว่าจะได้เงินภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 3 พันล้านบาท

แต่อาจตอบได้ยากว่า
ใครเป็นผู้จ่ายเงินก้อนนี้ที่แท้จริง

TAXBugnoms