หลายคนมักเข้าใจว่าการเลื่อนยื่นภาษีเป็นเรื่องดี แต่จริงๆมันมีกับดักบางอย่างซ่อนรู้ และมันอาจจะทำให้เราต้องเสียเงินเพิ่มได้ ถ้าเรายังไม่รู้เรื่องนี้ และไม่มีการจัดการวางแผนการเงินที่ดีพอครับ 

เลื่อนยื่นภาษีไม่ดีตรงไหน?

อย่างไรก็ดี การให้สิทธิเลื่อนยื่นภาษีในช่วงนี้ถือเป็นเรื่องราวดี ๆ แน่นอนครับ เพราะมันช่วยให้เราขยายเวลาจ่ายค่าใช้จ่ายออกไปได้ และเป็นการลดภาระที่คั่งค้างในตอนนี้ แต่ประเด็นที่สำคัญที่ผมอยากจะชวนคิดต่อ คือ การบริหารจัดการการเงินของธุรกิจทีสำคัญนอกเหนือจากเรื่องภาษีคืออะไร และเราควรต้องรู้เพื่อให้สามารถบริหารรายจ่ายให้รอดในช่วงหลังวิกฤตต่อไปครับ

3 ข้อที่ควรคิดเมื่อได้สิทธิเลื่อนยื่นภาษี

ข้อแรก เลื่อนยื่นภาษีไม่ได้แปลว่า หยุดจ่าย เพราะเรายังต้องจ่ายภาษีอยู่ และการเลื่อนครั้งนี้ ไม่ใช่การลดภาษีที่ต้องจ่ายลง นั่นแปลว่าเราต้องกลับมาจ่ายภาษีอยู่ดีเมื่อถึงวันที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้นการบริหารจัดการการเงินให้เพียงพอรองรับการจ่ายภาษี จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ต้องระวังต่อ คือ เรารู้ยอดภาษีที่ต้องจ่ายแล้วหรือยัง เพราะจะได้เตรียมกำลังเงินไว้ให้เพียงพอ

ยกตัวอย่างเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลื่อนวันยื่นและชำระไปวันที่ 31 สิงหาคม 2563 คำถามที่ผมมักจะถามต่อในกรณีนี้คือ รู้หรือยังว่าต้องจ่ายเท่าไร เพราะวันที่ 31 สิงหาคม คือ วันที่เราต้องจ่ายเงินออกไป (แม้จะผ่อนได้ 3 งวดถ้ามียอดชำระเกิน 3,000 บาท) แต่มันแปลว่าเราต้องเตรียมเงินให้พร้อมไว้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาได้

หรือแม้แต่การเลื่อนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงการ เลื่อนยื่นงบการเงิน ก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากนิติบุคคลดังกล่าวมีภาษีทีต้องชำระ เรารู้หรือยังว่าต้องชำระเท่าไร ณ ตอนนี้ เพราะการรอให้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ก็คงไม่ดีสักเท่าไร เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกิจการได้ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตแบบนี้ที่การรักษากระแสเงินสดเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำธุรกิจครับ

ข้อสอง เลื่อนยื่นภาษี คือ การสะสมหนี้ ถ้าไม่จ่ายแปลว่ามีโทษหนัก ส่วนที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องของเรื่องนี้ คือ การจ่ายภาษีนั้นเป็นหน้าที่ ซึ่งถ้าหากกิจการมีกระแสเงินสดไม่เพียงพอที่จะจ่าย (จ่ายช้ากว่าวันที่กำหนดไว้) หรือลืมจ่ายเพราะชะล่าใจ แบบนี้ก็จะส่งผลกระทบตามมาด้วยโทษ เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) ที่ต้องจ่ายให้กับทางกรมสรรพากร ซึ่งโดยปกติแล้วเงินเพิ่มจะยึดตามวันกำหนดยื่นแบบแสดงรายการตามประมวลรัษฎากร และอาจส่งผลให้ต้องชำระเงินเพิ่มเป็นจำนวนมากกว่าเก่าด้วยครับ

ยกตัวอย่างเช่น กิจการลืมยื่นนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี 2562 ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2563 และเมื่อขยายเวลาให้ก็นำส่งไม่ทันเวลาที่กำหนด คือ 31 สิงหาคม 2563 แบบนี้อาจจะกลายเป็นว่า เมื่อยื่นภาษี อาจจะโดนคิดเงินเพิ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ตามหลักการของกฎหมาย (หากไม่มีการขยายเวลาให้ หรือออกข้อผ่อนปรนเป็นกรณีพิเศษ)

หรือถ้าแย่ไปกว่านั้น หากกิจการไม่ได้จ่ายภาษีตามเวลาที่กำหนดไว้ และถูกสรรพากรเข้าตรวจสอบ อาจจะต้องโทษเบี้ยปรับเพิ่มเติม (สำหรับภาษีบางประเภทเพิ่มเติม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งตรงนี้ก็ยิ่งทวีคูณยอดภาษีที่ต้องเสียเข้าไปอีก ทำให้สิ้นเปลืองยิ่งกว่าเก่า และก่อให้เกิดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในช่วงนี้ และส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจได้เช่นเดียวกันครับ

ข้อสาม ยังมีภาษีบางตัวที่ไม่ได้เลื่อนยื่น และการเลื่อนจ่ายภาษีอาจส่งผลให้ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในช่วงปลายปี ถ้าสังเกตให้ดี เราจะเห็นว่าทุกอย่างถุกยกไปจ่ายในช่วงเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป ซึ่งถ้าเราเอาทุกอย่างมารวมกันแล้ว จะเห็นว่าภาระภาษีในช่วงปลายปีมีหลายตัวที่มีกระทบทั้งบุคคลธรรมดาและกิจการ

ยกตัวอย่างเช่น บุคคลธรรมดา ที่ต้องจ่ายภาษีในเดือนสิงหาคม 2563 ก็ต้องจ่ายภาษีครึ่งปีของปี 2563 ในเดือนกันยายยน 2563 ด้วยเช่นกัน (ไม่มีการเลื่อน) หรือนิติบุคคลที่ต้องจ่ายภาษีประจำปีในเดือนสิงหาคม ก็ต้องจ่ายภาษีเงินได้ครึ่งปีในช่วงเดือนกันยายน 2563 (เลื่อนไปอีกเดือนหนึ่ง) นอกจากนั้นยังมีภาระภาษีตัวใหม่อย่าง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ที่ยังไม่ได้ประกาศเลื่อน) มาส่งผลกระทบต่อการจ่ายภาษีอีกทางหนึ่ง

ดังนั้นจะเห็นว่าในช่วงปลายปี 2563 การบริหารจัดการด้านภาษีเป็นอีกหนึ่งรายจ่ายที่สำคัญที่ทุกคนต้องจัดการและวางแผนไว้ให้ถูกต้องล่วงหน้า เพื่อที่บริหารจัดการการเงินในองค์รวมเพื่ออยู่รอดต่อไป เพราะเราไม่รู้เหมือนกันว่าในอนาคตชีวิตจะเจออะไร ดังนั้นการมีกระแสเงินสดเป็นบวกน่าจะเป็นคำตอบที่ “ใช่” ที่สุดในตอนนี้ครับ

ติดตามฟังพอสแคสท์ได้ที่ช่องทางต่อไปนี้