ซื้อ XXX เอาไปลดหย่อนภาษีได้ไหม?

เป็นคำถามที่ผมได้รับทุกครั้งเมื่อมีนโยบายแบบนี้

“ช้อปดีมีคืน ซื้อสินค้าหรือบริการอะไรได้บ้าง?” นี่คือคำถามที่ผมได้รับมากที่สุดในปี 2563 ที่กำลังจะผ่านไป แต่ถ้าให้ย้อนถอยหลังไปต้องบอกว่า ในปีอื่น ๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย ช้อปช่วยชาติ ลดหย่อนช้อปปิ้ง หรือการสนับสนุนมาตรการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ตามที่เรียกกัน ก็มักจะมีคำถามแบบนี้ตามมาเสมอ และมันคือสิ่งที่คนทำเพจภาษีอย่างผมต้องพบเจออยู่บ่อย ๆ

สำหรับคนที่ไม่มีเวลา สามารถเลือกอ่านเฉพาะหัวข้อที่สนใจได้เลยครับ

จนทำให้ผมตั้งคำถามกลับมาว่า นโยบายลดหย่อนภาษี แบบนี้ มันมีไว้เพื่ออะไรกันแน่ ?

นโยบายช้อปแล้วคืนภาษีแบบนี้ มีไว้เพื่ออะไร?

หากพูดให้เรียบง่ายที่สุด นี่คือนโยบายในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศผ่านการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยผู้ที่ซื้อสินค้าหรือบริการตามที่รัฐกำหนดจะได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีเป็นผลตอบแทนกลับมา (ขอย้ำว่าไม่ใด้ลดภาษีเต็มจำนวนนะครับ แต่เป็นแค่ค่าลดหย่อนที่ใช้ลดภาษีจากการคำนวณเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี)

ยกตัวอย่างเช่น นโยบาย ค่าลดหย่อนปี 2563 อย่าง ช้อปดีมีคืน เงื่อนไขที่กำหนดไว้มีตามนี้ครับ (หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนนี้นำมาจากบทความหรือรายละเอียดโพสลงในแฟนเพจ TAXBugnoms ครับ)

ผู้มีสิทธิใช้ค่าลดหย่อนช้อปดีมีคืน

ก่อนอื่น อยากชวนทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้มีสิทธิใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตัวนี้ คือ บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ซึ่งก็หมายถึงคนที่เป็นบุคคลธรรมดาอย่างเรา ๆ ที่ต้องทำมาหาเงินเลี้ยงชีพนี่แหละครับที่สามารถใช้สิทธิ์ได้

แต่ข้อกำหนดที่ต้องระวัง คือ เราต้องไม่เป็นผู้ที่ได้ใช้สิทธิตามโครงการคนละครึ่ง และ ผู้ที่ได้รับสิทธิตามโครงการเพิ่มกาลังซื้อให้แก่ผู้มี บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการรัฐ) ซึ่งถ้าหากใครใช้สิทธิในสองส่วนนี้แล้ว ก็จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ช้อปดีมีคืนได้ครับ

โดย โครงการคนละครึ่ง คือ โครงการที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายกับภาคประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย โดยคนที่ลงทะเบียนจะได้รับสิทธิ์ส่วนลด 50% เฉพาะการซื้อสินค้ากับร้านที่ร่วมโครงการ โดยรัฐออกให้ไม่เกินวันละ 150 บาทต่อคน รวมยอดสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท ตลอดทั้งโครงการ

ส่วน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นบัตรที่ทางรัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือพร้อมจัดสวัสดิการให้กับผู้ที่มี่รายได้น้อยทั่วประเทศ โดยมีการให้เงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามเงือนไขที่ทางภาครัฐกำหนด

ดังนั้นในขั้นตอนแรกสำหรับการตัดสินใจลดหย่อนภาษี คือ เราต้องเลือกก่อนว่าจะไปทางไหน ระหว่าง โครงการคนละครึ่ง ที่รัฐเป็นผู้ช่วยออกให้ และ ช้อปดีมีคืน ที่เราออกเองแต่ สามารถเอามาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามฐานภาษีที่เราเสีย (5-35%) นั่นเองครับ

ถ้าหากใครมองว่าตัวเองเสียภาษีในฐานที่น้อยกว่าหรือไม่เสียภาษี การลงทะเบียนคนละครึ่งอาจจะคุ้มค่ากว่าตรงที่ได้รับสิทธิ์กลับมาเป็นเงินโดยตรง แต่ถ้าหากใครที่เสียภาษีในฐานที่สูงและต้องการวางแผนซื้อสินค้าและบริการข่วงปลายปีแบบนีอยู่แล้ว การใช้สิทธิช้อปดีมีคืนก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ

สินค้าและบริการที่สามารถใช้สิทธิ์ช้อปดีมีคืน

ช้อปดีมีคืน เงื่อนไข ลดหย่อนภาษี มีตัวไหนใช้สิทธิ์ได้บ้าง ?

มาถึงตรงนี้ เมื่อเราตัดสินใจได้ว่าจะใช้สิทธิ์ช้อปดีมีคืน สิ่งที่เราต้องดูต่อคือ การซื้อสินค้าและบริการอะไรบ้างที่ได้สิทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผมแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ครับ

(1) ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
(2) ค่าซื้อหนังสือหรือค่าบริการหนังสือที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
(3) ค่าซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว

ถ้าให้พูดง่าย ๆ จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สินค้าและบริการตามภาษีมูลค่าเพิ่ม หนังสือและอีบุ๊ค และ สินค้า OTOP นั่นเองครับ แต่อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าที่กฎหมายยกเว้นไม่ให้สามารถใช้สิทธิ์ในส่วนนี้ได้เหมือนกันครับ ซึ่งได้แก่

  • ค่าซื้อสุรา เบียร์ และไวน์
  • ค่าซื้อยาสูบ
  • ค่าซื้อน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ
  • ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
  • ค่าซื้อหนังสือพิมพ์และนิตยสาร
  • ค่าบริการหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
  • ค่าบริการจัดนำเที่ยวที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
  • ค่าบริการที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

โดย จำนวนเงินที่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด คือ 30,000 บาท (เน้นอีกทีว่า รายการนี้เป็นรายการค่าลดหย่อนไม่ใช่ลดภาษีนะครับ) และต้องเป็นการซื้อสินค้าหรือรับบริการในประเทศไทยตั้งแต่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 โดยหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้ คือ

ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่มีชื่อผู้ซื้อระบุไว้ กรณีที่ซื้อจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และใบเสร็จรับเงินที่มีชื่อผู้ซื้อระบุไว้ กรณีที่ซื้อจากผู้ประกอบการสินค้า OTOP และหนังสือ

ใบกำกับภาษี ช้อปดีมีคืน ตัวอย่างใบกำกับภาษีต่าง ๆ

ใบกำกับภาษีต้องมีเลขบัตรประชาชนไหม
และ ที่อยู่ต้องเป็นที่อยู่ไหนกันแน่

คำถามแรกที่ถามกันบ่อย ๆ คือ ใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ขอจากคนขาย นอกจากให้ระบุชื่อนามสกุลของเราแล้วต้องระบุเลขบัตรประชาชนผู้เสียภาษีไหม

คำตอบ คือ ไม่จำเป็น แต่ถ้าหากระบุได้ก็ดี ไม่มีปัญหาครับ เนื่องจากการระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
หรือเลขประจำตัวบัตรประชาชนของเรานั้น มีความจำเป็นจะต้องระบุก็ต่อเมื่อกรณีผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น

ซึ่งผมขออ้างอิงข้อ 1 และ ข้อ 3 ตามคำชี้แจงกรมสรรพากร เรื่อง การระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ดังนี้

1. ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการไว้ในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป เฉพาะกรณีผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ถ้าผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการก็ไม่จำต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้นไว้ในใบกำกับภาษีแต่อย่างใด
3. กรณีผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ไม่จำต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตนเองให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการแต่อย่างใด

ดังนั้นถ้าเราซื้อเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเลขประจำตัวบัตรประชาชนไม่ต้องระบุก็ได้ครับ แต่ถ้าหากทางผู้ขายสินค้าหรือให้บริการขอและเราไม่ติดอะไร ก็บอกเลขของเราให้กับเขา เพื่อความชัดเจนและความสะดวกในการออกเอกสาร อันนี้ก็เป็นทางเลือกที่สามารถทำได้และสบายใจครับ

เอาเป็นว่า ถ้าหากใครพอมีเวลา สามารถดูสรุปได้ที่ Live นี้ครับ เชื่อว่าจะทำให้เข้าใจมากขึ้นครับผม

รัฐบาลได้อะไรจากการออกนโยบายแบบนี้

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่ารัฐจะคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์จากการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย แต่คำถามที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้คือ ผลตอบแทนที่รัฐได้รับจริงๆ จากนโยบายนี้เป็นอย่างไร เพราะสิ่งที่รัฐเสียไปแน่ ๆ จากนโยบายแบบนี้ คือ จำนวนภาษีที่จัดเก็บได้ลดลง

และในแง่มุมหนึ่ง การออกมาตรการแบบนี้มาบ่อยๆ มักจะทำให้ประชาชนเกิดความคาดหวัง รอคอยเพื่อจะซื้อสินค้าหรือบริการในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดการชะลอการใช้จ่ายในช่วงอื่นเพื่อมาใช้จ่ายในช่วงนี้ก็ได้เช่นเดียวกัน

หรือจะมองให้ลึกไปกว่านั้น ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี และมีทางเลือกอื่นที่อาจจะดีกว่า ย่อมทำให้นโยบายนี้ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่คิด เช่น การที่ต้องเลือกใช้ระหว่างนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐสนับสนุนเงินให้โดยตรง กับ นโยบายที่เราต้องจ่ายเงินตัวเองออกไปทั้งจำนวน เพื่อให้ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีกลับมา ตรงนี้ก็คงทำให้หลายคนตัดสินใจแตกต่างกันไป

ช้อปดีมีคืน

ในมุมของผู้บริโภค สิ่งนี้ทำให้เกิดอะไรบ้าง?

ในทางกลับกัน การมีนโยบายแบบนี้ออกมาย่อมกระตุ้นให้คนที่ต้องการ “ลดภาษี” โดยจ่ายเงินออกไปเพื่อใช้จ่าย ย่อมเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคหลายคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการ “ซื้อ” เพื่อที่จะคาดหวังสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีกลับมา

ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ผมพบคือ หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเสียภาษีเท่าไร หรือเสียภาษีในอัตราสูงสุดกี่ % และตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่า นโยบายนี้ทำให้ประหยัดภาษีได้กี่บาท คุ้มค่าหรือไม่ แต่ต้องการรีบตัดสินใจใช้ในช่วงเวลาที่จำกัดทันทีที่นโยบายนี้ออกมา เพียงเพราะคำว่า “ประหยัดภาษี” คำเดียว

สิ่งสำคัญคือ การตั้งคำถามในการใช้จ่ายของตัวเอง

ดังนั้นคำแนะนำของผมที่มีต่อนโยบายเหล่านี้ คงจะเป็นคำถามว่า ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการใด ๆ เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีนั้น เราควรตรวจสอบตัวเองง่ายๆก่อนว่า “เราจำเป็นไหม” และ “เรามีเงินไหม”

เราจำเป็นไหม ?

เราจำเป็นไหม คือ การซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ นั้น มันคือสิ่งที่จำเป็นในชีวิตเราไหม เพราะถ้าหากไม่จำเป็น มันคือการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเงินที่เราเสียไปนั้นย่อมมากกว่าภาษีที่เราสามารถประหยัดได้อยู่ดี

ผมอยากให้ลองมองว่าการซื้อสินค้าหรือบริการเหล่านี้คือการได้รับส่วนลดกลับมา (ในอัตรา 5-35% ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีสูงสุดที่เราเสีย) แล้วคิดให้ดีว่า ถ้าซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่คุ้ม มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะเงินที่เสียไปมันมากกว่าอยู่ดี

ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่เอี่ยมมาเลย เพราะต้องการลดหย่อน แต่ประเด็นคือเราซื้อมาเก็บในตู้แล้วไม่เคยหยิบมาใส่ ทิ้งไว้ไม่นานรองเท้าก็กลายเป็นของวางทิ้งไว้ แต่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเรา หรือ กว่าเราจะใช้จริงๆ คือ ปีหน้า ซึ่งรองเท้าคู่ที่เราอยากได้นั้นลดราคามากกว่า % ที่เราประหยัดภาษีได้ด้วยซ้ำ แบบนี้มันจะคุ้มกันหรือเปล่า ?

มาถึงตรงนี้บางคนอาจบอกว่าไม่แคร์หรอกเพราะคนมันรวยช่วยไม่ได้ อันนี้ก็แล้วแต่เลยครับ เพราะถ้าหากคุณดูแลตัวเองได้ จัดการชีวิตได้ดี การเสียเงินแล้วมีความสุขก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะครับ แต่ถ้าไม่มีเงินนี่แหละ ทุกข์ถนัด บางครั้งกลับเป็นหนี้เพราะต้องการลดหย่อนภาษี มันฟังแล้วปวดหัวดีเหมือนกันครับ

เรามีเงินไหม ?

หลังจากนั้น สิ่งที่ต้องมองคือประเด็นต่อมา คือคำว่า “เรามีเงินไหม” นี่อาจจะเป็นคำพูดที่แทงใจมากกว่าเรื่องภาษีและความจำเป็นอีกนะครับ เพราะถ้าหากเราไม่มีเงิน เราจะวางแผนภาษีไม่ได้เลย เพราะมันต้องใช้เงินซื้อเพื่อแลกมา ดังนั้นถ้าไม่มีเงิน รักษาเงินในกระเป๋าไว้ดีกว่า เผื่อว่าต้องใช้ในสักวันหนึ่งข้างหน้า

โดยเฉพาะช่วงโควิดที่ผ่านมาในปี 2563 หลายคนมีรายได้ลดลง ส่วนค่าใช้จ่ายยังคงที่ และไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าในปี 2564 ชีวิตเราจะกลับมามีเงินใช้จ่าย สภาพคล่องได้เหมือนเดิม การเก็บเงินไว้ก็เป็นทางเลือกที่ต้องพิจารณาเหมือนกันครับ

แต่ถ้าอยากใช้ให้คุ้มจริง ๆ ผมมีคำแนะนำ 3 ข้อดังนี้ครับ

คำแนะนำในการใช้สิทธิ์
ซื้อสินค้าและบริการเพื่อลดหย่อนภาษี

มาถึงตรงนี้ ถ้าใครมองว่าตัวเองมีสภาพคล่องดี เสียภาษีในอัตราที่สูง และมองว่าต้องซื้อของที่จำเป็น ผมอยากให้พิจารณาหลักการสั้น 3 ข้อนี้ครับ นั่นคือ

ข้อแรก ของที่เราควรซื้อ คือ ของที่เราได้ใช้

หลักการคิดง่าย ๆ คือ สินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ สินค้าที่มีการเปลี่ยนแทนตัวเก่าที่เราใช้อยู่ เพื่อให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด หรืออีกนัยหนึ่ง สินค้าหรือบริการที่เราซื้อมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ในอนาคตก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กัน

ยกตัวอย่างเช่น ผมอาจจะเลือกซื้อสินค้าสิ้นเปลืองอย่างเครื่องใช้ในบ้าน น้ำยาซักผ้า ถูบ้าน ล้างจาน หรือของต่างๆ ที่ได้ใช้แน่ๆในช่วงเวลาต่อจากนี้ หรือ ของที่เราคิดว่าซื้อมาแล้วสามารถช่วยให้เราพัฒนาตัวเองหรือ สร้างรายได้มากขึ้นได้ในอนาคต

ข้อสอง เงินที่เราจ่ายไป ต้องไม่กระทบสภาพคล่อง

จุดที่ต้องระวังคือ หลังจากที่ใช้จ่ายแล้ว เราต้องดูด้วยว่าเงินที่เราต้องใช้จ่ายหลังจากนี้เพียงพอไหม (สภาพคล่อง) บางคนอาจจะทำงบรายรับรายจ่ายล่วงหน้าไว้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ โดยเฉพาะคนที่เลือกการซื้อแบบผ่อน ผมอยากให้ประมาณตรงนี้ไว้ดีๆ เลยครับ เพื่อที่จะได้ไม่กระทบกับการใช้จ่ายในอนาคต

ข้อสาม ทำถูกต้องตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

เนื่องจากสิทธิประโยชน์ตรงนี้มีเรื่องของภาษีมาเกี่ยวข้องดังนั้นการใช้สิทธิต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เพราะถ้าหากทำผิดเงื่อนไขขึ้นมา และถูกตรวจสอบพบ เราจะต้องเสียภาษีเพิ่มเติม และอาจจะถูกให้เสียเงินเพิ่มได้อีกด้วยครับ

บทสรุป

สุดท้ายนี้เหตุผลที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการบอกว่านโยบายไม่ดี หรือ มาสกัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ แต่อยากให้กลับมาย้อนมองที่เศรษฐกิจของตัวเราเองด้วยว่า ตอนนี้มันเป็นอย่างไร เพราะถ้าหากเรามีปัญหาเรื่องการเงินขึ้นมาจากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยที่ไม่จำเป็น มันอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไร

เพราะเราจะต้องเสียทั้งเงินและเสียทั้งภาษี
โดยที่ไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาสักอย่างครับ

TAXBugnoms

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Allow